ขับรถไฟฟ้าประหยัดน้ำมันจริงไหม? รู้ไหมขับรถยนต์ไฟฟ้าช่วยประหยัดได้มากกว่าน้ำมัน
หลายคนที่กำลังมองหารถไฟฟ้า อาจไม่ได้ตื่นเต้นกับอัตราเร่งหรือเทคโนโลยีในรถมากเท่ากับคำถามง่ายๆ ว่า “สุดท้ายแล้วจะประหยัดน้ำมันได้จริงไหม?”

แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะไม่มีค่าน้ำมัน แต่ก็ยังมี “ค่าไฟฟ้า” ที่เป็นต้นทุนหลัก แล้วเมื่อคำนวณรวมกันตลอดทั้งปี ส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะคุ้มค่าแค่ไหน? บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบผ่านสูตรคำนวณที่เข้าใจง่ายและนำไปปรับใช้ได้ทันที
ทำไมรถไฟฟ้าถึงช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่าที่คิด
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างรถยนต์สันดาปกับรถยนต์ไฟฟ้า คือ “ต้นทุนด้านพลังงาน”
รถยนต์สันดาปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งราคามีความผันผวนสูงตามกลไกตลาดโลก ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งมีราคาต่อหน่วยค่อนข้างคงที่ ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็น มิเตอร์ TOU และเลือกชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านในช่วงเวลาที่มีอัตราค่าไฟต่ำ (Off-Peak)
ลองเปรียบเทียบแบบง่ายๆ
- รถยนต์สันดาป: อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 15 กม./ลิตร (ค่าน้ำมัน 35 บาท/ลิตร)
- ต้นทุนพลังงาน: ประมาณ 2.33 บาทต่อกิโลเมตร
ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปใช้พลังงานเฉลี่ย 0.15 kWh ต่อกิโลเมตร
หากคิดค่าไฟเฉลี่ย 4.5 บาทต่อหน่วย
ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 0.68 บาทต่อกิโลเมตร
นั่นหมายความว่า ทุกการขับ 1 กิโลเมตร รถไฟฟ้าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 1.65 บาท
เมื่อคำนวณรวมตลอดทั้งปี ตัวเลขความประหยัดนี้จะยิ่งชัดเจนขึ้นอย่างมาก
ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้แต่ละคนประหยัดไม่เท่ากัน
หลายคนเห็นตัวอย่างการคำนวณแล้วอาจสงสัยว่า ทำไมบางคนบอกว่าประหยัดปีละ 20,000 บาท แต่บางคนกลับประหยัดได้มากกว่า 40,000 บาท ความจริงแล้วคำตอบไม่ได้อยู่ที่รถเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานในแต่ละวันด้วย
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อค่าใช้จ่าย ได้แก่
1. ระยะทางที่ขับต่อวัน
ยิ่งใช้รถมาก ความแตกต่างระหว่างค่าน้ำมันกับค่าไฟก็ยิ่งชัดเจน คนที่ขับรถวันละ 70-100 กิโลเมตร เช่น เดินทางข้ามจังหวัด หรือใช้รถทำงานเป็นประจำ มักเห็นความคุ้มค่าได้เร็วกว่าคนที่ใช้รถเฉพาะวันหยุด
2. รูปแบบการขับขี่
ลักษณะการขับขี่ก็มีผลต่อค่าใช้จ่ายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรถน้ำมันหรือรถไฟฟ้า หากขับแบบเร่ง-เบรกบ่อย ขับด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง หรือบรรทุกน้ำหนักมาก ย่อมใช้พลังงานมากกว่าการขับด้วยความเร็วคงที่
สำหรับรถไฟฟ้า การขับขี่อย่างนุ่มนวลและใช้ระบบชะลอความเร็วเพื่อชาร์จพลังงานกลับ หรือ Regenerative อย่างเหมาะสม ยังช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มระยะทางต่อการชาร์จได้อีกด้วย ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟต่อกิโลเมตรต่ำลงในระยะยาว
3. ราคาน้ำมันในแต่ละช่วง
ราคาน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ความแตกต่างของต้นทุนระหว่างรถน้ำมันกับรถไฟฟ้าก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ค่าไฟรถไฟฟ้าแพงไหม? แล้วชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านจะคุ้มขึ้นจริงไหม?
หลายคนเห็นคำว่า “ไม่มีค่าน้ำมัน” แล้วกังวลต่อว่า ค่าไฟจะมาแทนที่จนไม่ต่างกันหรือเปล่า
คำตอบคือ ค่าไฟรถไฟฟ้ายังมีผลต่อค่าใช้จ่าย แต่โดยทั่วไปยังต่ำกว่าค่าน้ำมันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเมื่อชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน
ข้อดีของการชาร์จที่บ้าน คือสามารถเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ชาร์จตอนกลางคืน หรือวางแผนร่วมกับอัตราค่าไฟที่เหมาะกับพฤติกรรมการใช้รถ ทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะสะดวกติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน
บางคนอาศัยอยู่คอนโด ต้องเดินทางไกลเป็นประจำ หรือมีแผนเดินทางข้ามจังหวัด การใช้สถานีชาร์จสาธารณะจึงยังเป็นส่วนสำคัญของการใช้งานรถไฟฟ้า
ในสถานการณ์เหล่านี้ การมีเครือข่ายสถานีชาร์จที่ครอบคลุม จะช่วยให้วางแผนการเดินทางได้สะดวกมากขึ้น และลดความกังวลเรื่องระยะทางระหว่างเดินทาง
นอกจากประหยัดน้ำมันแล้ว รถไฟฟ้ายังช่วยประหยัดอะไรอีก
แม้คำว่าประหยัดน้ำมันจะเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่หลายคนหันมาสนใจรถไฟฟ้า แต่เมื่อใช้งานจริง ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายด้านที่ลดลงตามไปด้วย
1. ค่าบำรุงรักษาน้อยลง
รถไฟฟ้ามีชิ้นส่วนเครื่องยนต์น้อยกว่ารถน้ำมัน ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมัน หรือหัวเทียน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตามระยะลดลง
2. ค่าใช้จ่ายค่อนข้างคาดการณ์ได้
ราคาน้ำมันมีความผันผวนตลอดทั้งปี แต่ค่าไฟมักมีเสถียรภาพมากกว่า จึงวางแผนค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ง่าย
3. ขับขี่ได้เงียบและลื่นไหล
แม้จะไม่ใช่เรื่องของตัวเงินโดยตรง แต่หลายคนที่เปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้ากลับบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ความเงียบและการตอบสนองของรถ ทำให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันสบายขึ้นอย่างรู้สึกได้
เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน รถไฟฟ้าจึงไม่ได้ช่วยลดแค่ค่าน้ำมัน แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวอีกด้วย
วางแผนค่าใช้จ่ายให้คุ้มตั้งแต่ก่อนใช้รถ
นอกจากดูว่ารถไฟฟ้าช่วยประหยัดน้ำมันได้เท่าไรแล้ว อีกเรื่องที่ควรคิดตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อคือรูปแบบการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะค่าใช้จ่ายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนเติมพลังงานเท่านั้น ตั้งแต่การติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จ การเลือกแหล่งชาร์จ ไปจนถึงการวางแผนเส้นทางเดินทาง ล้วนมีผลต่อค่าใช้จ่ายในระยะยาว การเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้เจ้าของรถมองเห็นค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบได้ชัดเจนขึ้น
ก่อนตัดสินใจ ลองคำนวณจากการใช้งานจริงของคุณ
ไม่มีสูตรไหนแม่นยำเท่ากับข้อมูลการใช้งานของตัวเองลองคำนวณจากตัวเลขใน 4 หัวข้อนี้
- ระยะทางที่ขับต่อปี
- อัตราสิ้นเปลืองของรถน้ำมัน
- อัตราการใช้ไฟของรถไฟฟ้า
และเพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง PEA VOLTA พร้อมสนับสนุนผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าด้วยสถานีชาร์จกว่า 400 แห่ง ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วไทย คุณสามารถค้นหา ตรวจสอบสถานะ และวางแผนการเดินทางได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน PEA VOLTA เพื่อให้ทุกกิโลเมตรของคุณคุ้มค่าและสะดวกสบายที่สุด
News & Activities
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
คุณสามารถลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารก่อนใครได้ที่นี่